การศึกษาจะทำให้เวียดนามก้าวกระโดด

Last updated: Feb 17, 2017  |  363 จำนวนผู้เข้าชม  |  IT Technology

ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในประชาคมเศรษฐกิจอาเชียน หรือ AEC กำลังพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านเทคโนโลยี ซึ่งมีการวิเคราะห์จากภาคอุตสาหกรรมว่า ประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่โดดเด่นที่สุดที่จะเป็น Silicon Valley ของภูมิภาคนี้ เนื่องจากนโยบายการศึกษาที่ประสบความสำเร็จ มีการสนับสนุนจากรัฐบาล และสภาพแวดล้อมของผู้ประกอบการที่เหมาะสม

เวียดนามเป็นประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีความแข็งแกร่งทางด้านการศึกษาในสาขาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่ปี 2012 แล้ว จากผลการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (Programme for International Student Assessment) หรือ PISA ซึ่งจัดโดยองค์การเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD พบว่าในปี 2012 ผลการสอบวิทยาศาสตร์ของนักเรียนเวียดนามอยู่ในอันดับที่ 8 และผลการสอบคณิตศาสตร์อยู่ในอันดับที่ 17

สำหรับการประเมินผลในโครงการ PISA ปี 2015 เวียดนามก็ยังคงอยู่ในอันดับที่ดีกว่าหลายๆประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และประเทศไทย โดยผลการสอบวิทยาศาสตร์อยู่ในอันดับที่ 8 และผลการสอบคณิตศาสตร์อยู่ในอันดับที่ 22 ซึ่งองค์ประกอบที่ทำให้เวียดนามประสบความสำเร็จ ได้แก่ นโยบายของรัฐบาลที่มองการไกล, หลักสูตรที่เน้นการคิดวิเคราะห์ไม่ใช่เน้นการท่องจำ และครูถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่สุด ในการแนะนำ, ให้คำปรึกษาผู้เรียน และพัฒนาทักษะของผู้เรียน ดังนั้นการที่ประเทศเวียดนามมีการลงทุนทางการศึกษาในอัตราส่วนที่สูงมาก อย่างเช่น การพัฒนาบุคลากรครูอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ระบบการศึกษาก้าวหน้าไปด้วย โดยในปัจจุบันนักเรียนในประเทศเวียดนามประสบความสำเร็จมากกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ

โครงการ Young Lives Project สามารถอธิบายการประสบความเร็จในระดับสูงของนักเรียนเวียดนามได้เป็นอย่างดี โดยโครงการนี้พบว่านักเรียนอายุประมาณ 10 ปี สามารถบวกเลข 4 หลักได้ถึงร้อยละ 95 และ สามารถบวกลบเศษส่วนได้ถึงร้อยละ 85 ซึ่งนักเรียนเวียดนามสามารถสัมฤทธิ์ผลทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี, วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือที่เรียกว่า STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematics) ซึ่งไม่เพียงแต่จะดึงดูดความสนใจของนักวิจัยและผู้วางนโยบายทางการศึกษาเท่านั้น แต่บริษัททางด้านเทคโนโลยียังสามารถค้นหาความสามารถใหม่ๆ จากผลผลิตในภาคการศึกษานี้ได้อีกด้วย

ผู้เชี่ยวชาญวิศวกรซอฟท์แวร์จาก Alphabet Inc ของ Google ได้เข้าเยี่ยมชมโรงเรียนท้องถิ่นในเวียดนาม และได้พูดคุยกับนักเรียนเกี่ยวกับทักษะทางด้านเทคโนโลยี ซึ่งได้พบว่านักเรียนเวียดนามมีความสามารถด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ที่สูงมาก อย่างที่ไม่เคยพบมาก่อน จากการที่ได้ดูนักเรียนเหล่านั้นแก้ปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความท้าทายในการสัมภาษณ์งานของ Google โดยผู้บริหารระดับสูงของ Google ได้เข้าพบนาย Nguyen Tan Dung นายกรัฐมนตรีเวียดนามในขณะนั้น เพื่อปรึกษาหารือในเรื่องการลงทุนและการพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคต ซึ่งทางผู้บริหาร Google ยืนยันว่าเวียดนามจะกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญของ Google และจะเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีบริษัทและบุคลากรจำนวนมากที่เป็นกำลังการผลิตสินค้าของโลก

ส่วนหนึ่งของข้อตกลงก็คือ Google จะช่วยฝึกอบรมวิศวกรด้านไอทีประมาณ 1,400 คนให้กับเวียดนาม ซึ่งจะทำให้เวียดนามได้รับผลประโยชน์จากการลงทุน และนโยบายของรัฐบาลที่จะสนับสนุนเวียดนามให้กลายเป็นศูนย์กลางทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภูมิภาค ตัวอย่างเช่นโครงการ Silicon Valley ที่วางแผนส่งเสริมโดยกระทรวงวิทยาศาตร์และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายในการปฏิรูปประเทศ ให้เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โครงการนี้จะดึงดูดผู้ประกอบการที่สำคัญ ความรู้ความเชี่ยวชาญ และการลงทุน เพื่อให้สามารถพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี

เวียดนามได้ร้องขอให้บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกสนับสนุนบุคลากรที่ชำนาญในการใช้เทคโนโลยี ซึ่งจะทำให้เวียดนามสามารถมีต้นทุนที่ต่ำกว่าจีน และมีอำนาจทางการผลิตมากกว่าประเทศอื่นใน AEC ซึ่งเมื่อย้อนหลังไปประมาณ 10 ปีที่แล้ว เวียดนามเคยเป็นศูนย์กลางการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของทั้งประเทศเกาหลีและญี่ปุ่น เช่น ซัมซุง, แอลจี, พานาโซนิก และโตชิบา ที่ไปตั้งโรงงานผลิตในเวียดนาม แต่ในปัจจุบันเวียดนามได้เปลี่ยนผ่านประเทศจากที่เคยเป็นผู้ผลิตขิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ กลายเป็นศูนย์กลางการวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนา ที่มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง

บริษัท 500 Startups ซึ่งเป็นกองทุนเพื่อการลงทุนของกลุ่มนักลงทุนจาก Silicon Valley ที่เชื่อมั่นในความสามารถของชาวเวียดนาม อย่างเช่น Nguyen Ha Dong ผู้ผลิตเกม “Flappy bird” และประกาศว่าจะลงทุนในเวียดนามมูลค่าถึง 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ในระยะเวลา 12 เดือน

จากที่กล่าวมาข้างต้น ถือเป็นการตอกย้ำว่า ทำไมประเทศเวียดนามจึงมีศักยภาพมากขึ้น ซึ่งชัดเจนว่าระบบการศึกษาที่ประสบความสำเร็จ นโยบายภาครัฐที่สนับสนุน การลงทุนจากต่างชาติ การเติบโตของภาคอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี และการที่คนรุ่นใหม่ของเวียดนามที่คลั่งไคล้เทคโนโลยีอย่างมาก ทำให้ประเทศเวียดนามมีความน่าสนใจ และสามารถดึงดูดการลงทุนจากบริษัทต่างชาติอย่างมาก ซึ่งเป็นประเทศที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก เนื่องจากการมุ่งสู่ Startup ด้านเทคโนโลยี ของเวียดนามมีความชัดเจนอย่างมาก

กรณีศึกษาของเวียดนามจะทำให้เราพบว่า รากเหง้าของความสำเร็จในการพัฒนาของทุกประเทศมักเกิดจากระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ ดังนั้น ปัญหาที่ผู้นำทุกประเทศต้องค้นหาคำตอบให้ได้คือ "เรากำลังผลิตและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อทำงานในปี 2025 หรือเพื่อทำงานในปี 2017" ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง???

Reference

https://asiancorrespondent.com/…/vietnam-rise-aseans-silic…/

-------------------

พ.อ.ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ

รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคม

11 กุมภาพันธ์ 2560  

www.เศรษฐพงค์.com

-------------------

Powered by MakeWebEasy.com