ปล่อยวาง ทำไม และอย่างไร

Last updated: Sep 5, 2016  |  177 จำนวนผู้เข้าชม  |  ปรัชญาชีวิต

ทุกข์ทางกาย กับ ทุกข์ทางใจ: บทสวดมนต์ทำวัตรเช้าที่พวกเราเพิ่งสาธยายเมื่อสักครู่ หากพิจารณาดูให้ดี ก็จะพบว่า ชีวิตนั้นเต็มไปด้วยความทุกข์ เมื่อถือกำเนิดขึ้นมาก็เตรียมตัวแก่ เตรียมตัวเจ็บ เตรียมตัวตายได้เลย เพราะสภาพเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกชีวิต

นอกจากความทุกข์ที่เกิดจาก เกิด แก่ เจ็บ ตาย ยังมีความทุกข์อื่นอีกหลายชนิด เช่น การประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก การปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้น อาจกล่าวได้ว่าบทสวดมนต์นี้เป็นแผนที่ชีวิตที่ดีมาก หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งก็จะช่วยให้เราเข้าใจชีวิตดีขึ้น รู้จักวางจิตวางใจต่อการดำเนินชีวิต หากเราพิจารณาบทสวดมนต์ซึ่งกล่าวถึงทุกข์ 12 อาการ เราจะพบว่า ความทุกข์ส่วนใหญ่เป็นความทุกข์ทางใจ ความทุกข์ทางกายเช่น แก่ เจ็บ และตาย ที่เหลือเป็นความทุกข์ทางใจ เช่น ความเศร้าโศก ร่ำไร รำพัน ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ การประสบกับสิ่งซึ่งไม่เป็นที่รัก เหล่านี้เป็นทุกข์ทางใจ

เมื่อเรากลับมาดูชีวิตของเราแต่ละวัน จะพบว่าความทุกข์ทางกายนั้นมีไม่มาก เช่น เจ็บ ปวด หิว ร้อน หนาว แม้กระนั้นเราก็ยังรู้สึกว่าชีวิตนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะเรามีทุกข์ทางใจมากมาย สำหรับชีวิตคนเมือง ถ้ามีทุกข์อยู่ 100 ส่วน จะเป็นทุกข์ใจอยู่ 70-80 ส่วน ถ้าเป็นเด็กในเมืองสมัยนี้ เกือบจะไม่รู้จักความทุกข์ทางกายเลย ไม่รู้จักคำว่าหิว เหนื่อย เมื่อย ร้อน เพราะเมื่อร้อนก็เปิดแอร์ ไม่รู้จักคำว่าเมื่อยเพราะมีเครื่องทุ่นแรง ไปไหนมาไหนใช้รถยนต์ ไม่ต้องเดิน ต่างกับคนรุ่นปู่ย่าตายายซึ่งพบเจอกับคำว่าปวดเมื่อยเป็นปกติ ชีวิตของคนสมัยนี้ค่อนข้างสบายทางกาย แต่กลับทุกข์ทางใจ

ทุกข์ทางใจเกิดจากอะไร พูดแบบฟันธงก็คือทุกข์เพราะความคิด นั่งอยู่ตรงนี้สบายดี ไม่เมื่อย อากาศไม่ร้อน แต่พอเราหวนคิดถึงหนี้สิน จะสิ้นเดือนอยู่แล้วต้องหาเงินไปใช้หนี้ หรือพอนึกถึงงานวันพรุ่งนี้ เราจะรู้สึกหนักอกหนักใจขึ้นมาทันที เมื่อนึกถึงโทรศัพท์ที่ถูกขโมยเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว นึกถึงเงินที่ถูกโกงเมื่อสามวันก่อน นึกถึงคนรักที่จากไป ไม่ว่าจากเป็นหรือจากตาย นึกถึงการเลิกรา ทะเลาะเบาะแว้งกับคนรัก แค่คิดก็เป็นทุกข์ทันที ทั้งที่ในความเป็นจริง ความคิดนั้น มาแล้วก็ไป แต่เราทุกข์เพราะคิดแล้วยึด จมปลัก วางไม่ได้ 70-80 % ของความทุกข์ใจเกิดจากการยึดติดกับอดีต หรือไม่ก็กังวลกับอนาคต เราไม่ได้ทุกข์เพราะคิดเฉยๆ แต่คิดแล้วยึดเอาไว้อย่างเหนียวแน่น

ถ้าเราวาง วางอดีต วางอนาคต จิตใจจะสบาย ปรุงแต่งความคิด: บ่อยครั้งเราทุกข์เพราะยึดติดกับเรื่องที่เราปรุงแต่งขึ้นมา การปรุงแต่งเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเรายึดเอาไว้ก็เป็นทุกข์ เช่น เครียด หรือ กลุ้มใจ บางเรื่องเป็นอนาคตที่ยังมาไม่ถึง แต่ปรุงแต่งไปต่าง ๆ นานา จนเครียด บางเรื่องก็เป็นปัจจุบัน เช่นเห็นแฟนกินอาหารกับผู้ชายในภัตตาคาร เพียงแค่เห็นไม่ทำให้เราทุกข์หรอก แต่เราทุกข์เพราะเราปรุงแต่งว่า เขานอกใจเรา เขาไม่ซื่อกับเรา

หรือปรุงแต่งไปในทางร้าย มีเหตุการณ์หนึ่ง เกิดขึ้นที่ร้านอาหาร ผู้ชายกลุ่มหนึ่งนั่งรออาหารอยู่นอกร้าน ขณะที่ภรรยาเจ้าของร้านซึ่งทำหน้าที่เสิร์ฟอาหาร เดินผ่านโต๊ะของคนกลุ่มนี้ ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่นกบินผ่านมาและขี้ใส่หัวผู้ชายคนหนึ่งในโต๊ะนั้นพอดี ผู้ชายคนนั้นเข้าใจว่า ภรรยาเจ้าของร้านถ่มน้ำลายรดหัว จึงทะเลาะกับเธอ แล้วก็ลุกลามจนกลายเป็นการทะเลาะกับเจ้าของร้านถึงขั้นจะลงไม้ลงมือ เจ้าของร้านจึงเอามีดปังตอขู่ ชายกลุ่มนี้สู้ไม่ได้ก็ล่าถอยออกไป สักพักก็กลับมาใหม่ คราวนี้เอาปืนมาด้วย เกิดการยิงกัน ปรากฏว่าภรรยาเจ้าของร้านถูกยิงตาย ชายคนนั้นถูกจับติดคุก

เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงเพราะนกขี้ใส่หัว แต่จะไม่เกิดเหตุร้ายเลยหากชายผู้นั้นไม่ปรุงแต่งไปว่าถูกคนถ่มน้ำลายรดหัว แต่เมื่อเขาปรุงแต่งความคิดนี้ขึ้นมาแล้วยึดมั่นว่าเป็นความจริง เขาก็โกรธและเกิดเรื่องตามมา คนจำนวนไม่น้อยได้รับผลร้ายจากการยึดติดในสิ่งที่ปรุงแต่ง เขาไม่เพียงทุกข์ใจเท่านั้น แต่ยังทุกข์กายด้วย เพราะเกิดความเครียด ความดันขึ้น จนล้มป่วยก็มีไม่น้อย

คุณหมอประเวศ วะสี เคยเล่าให้ฟังว่า ผู้ชายคนหนึ่งตัวซีด ไม่มีแรง นอนเปลมาให้หมอตรวจ เมื่อหมอตรวจคนไข้ ซักถามอาการ ก็หันไปคุยกับหมอประจำบ้าน บอกว่า คนไข้นี้ไม่เป็นอะไรมาก ตัวซีดเพราะพยาธิปากขอ เพียงให้เหล็กก็จะหายวันหายคืน พูดเพียงเท่านี้ ปรากฏว่าคนไข้ลุกขึ้นยืนได้ทันที บอกว่า “หมอ ถ้าผมเป็นแค่นี้ก็ไม่ต้องใช้ไอ้เปลนี้แล้วล่ะ” ทำไมเรี่ยวแรงจึงกลับมา ก็เพราะรู้ว่าไม่เป็นอะไรมาก แต่ทีแรกทำไมถึงไม่มีแรงทั้ง ๆ ที่เป็นแค่พยาธิปากขอ ก็เพราะใจปรุงแต่งไปในทางร้าย เช่น นึกว่าเป็นมะเร็ง พอคิดแบบนี้ก็เลยทรุด แต่พอรู้ว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก เรี่ยวแรงก็กลับคืนมา แท้ที่จริงความคิดว่าเราเป็นมะเร็งหรือเปล่า ใครๆ ก็คิดได้ แต่ถ้าคิดแล้วยึดเอาไว้ ไม่ยอมปล่อยวางก็จะทุกข์ทันที หมดเรี่ยวแรง เพราะใจกับกายสัมพันธ์กัน

สมมติว่าเราไปทำงานแต่เช้า เห็นเพื่อนร่วมงานจึงทักทายเขา แต่เขาไม่ทักตอบ เดินผ่านเราไปเฉยๆ เราจะรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเลยใช่ไหม เพราะคิดว่าเพื่อนไม่ให้เกียรติเรา ไม่ชอบขี้หน้าเรา ไม่เป็นมิตรกับเรา ทักแล้วก็ไม่ทักตอบ เรารู้สึกเครียดจนไม่เป็นอันทำงาน บางทีกลับบ้านแล้วก็ยังนอนไม่หลับ อดคิดไม่ได้ว่าทำไมเขาทำกับเราอย่างนี้ เราอุตส่าห์ดีกับเขา เขาไปหลงเชื่อคำพูดของเจ้าหมอนั่นหรือเปล่า คิดเป็นตุเป็นตะ ทั้งที่สาเหตุที่เขาไม่ทักตอบก็เพราะเขามองไม่เห็นเรา เนื่องจากกำลังเหม่อลอยหรือมีความกังวลเพราะลูกไม่สบายเมื่อเช้า เขามีความทุกข์ใจจึงไม่ไม่ได้ทักตอบ แต่ใจเรากลับปรุงแต่งไปอีกทางหนึ่ง ปรุงแล้วก็ยึด ยึดในสิ่งที่ปรุงแต่ง ก็เลยเดือดเนื้อร้อนใจ

ปัญญา: ปัญญามีความหมายหลายระดับ ปัญญาขั้นสูงคือการเห็นอย่างแจ่มชัดว่า ตัวตนไม่มีอยู่จริง ตัวตนเป็นสิ่งที่ใจปรุงแต่งขึ้นมา เมื่อคนด่า หูได้ยิน แต่ไม่ปรุงตัวกูมารับคำด่าเหล่านั้น จนรู้สึกว่าเขาด่ากู เมื่อโกรธ เห็นความโกรธ แต่ไม่มีตัวกูไปรับความโกรธ ความทุกข์ก็ไม่อาจรบกวนจิตใจได้

ขอบคุณข้อมูล :  https://www.facebook.com/Puttichet

#สุขกายสบายใจ

 

Powered by MakeWebEasy.com