12 ข้อคิดที่ได้จากการเสียชีวิตของคุณย่า...

Last updated: Aug 22, 2017  |  1331 จำนวนผู้เข้าชม  |  ปรัชญาชีวิต

12 ข้อคิดที่ได้จากการเสียชีวิตของคุณย่า...


เมื่อหลายวันก่อน ผมได้เดินทางไปเฝ้าคุณย่าที่จังหวัดพัทลุง ท่านป่วยหนักด้วยโรคชรา และมีอาการแทรกซ้อนหลายอย่าง ทางโรงพยาบาลจึงให้รักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู ทันทีที่ผมเข้าไปเห็นคุณย่า พบว่า ท่านพูดไม่ได้แล้ว และยังหายใจเองไม่ได้ด้วย ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และอุปกรณ์ช่วยชีวิตมากมายที่ผมไม่รู้จัก ผมเห็นคุณย่านอนอยู่บนเตียง ท่านหอบ หายใจแรง ผมจึงเดินเข้าไปกระซิบข้างๆ หูของท่าน ว่า

"ผมมาเยี่ยมแล้วนะ" จากนั้นก็ยืนมองท่านอยู่นานโดยไม่ได้พูดอะไรอีก

อาการของคุณย่า ตลอดหลายวันไม่ดีขึ้นเลย ในช่วงเวลานั้นผมได้ทำอะไรหลายอย่างที่ผมไม่เคยทำ ได้เช็ดตัวให้คุณย่า ได้เปลี่ยนผ้าอ้อมให้ท่าน ทุกๆวันผมพูดข้างๆ หูของท่านให้ท่านคลายกังวล และไม่ต้องเป็นห่วงอะไรอีก ผมรู้ดีว่า คุณย่ายังรับรู้ถึงสิ่งที่ผมต้องการสื่อสารได้ จิตของท่านยังคงอยู่ เพียงแต่ร่างกายไม่สามารถตอบสนองได้เท่านั้น อาการทางกายของคุณย่าทรุดลงเรื่อยๆ เป็นลำดับ

จนถึงเช้าวันที่ 20 มีนาคม 2557 เวลา 6.03 น.

ท่านก็เสียชีวิตลงอย่างสงบด้วยวัย 90 ปี

การตายของคุณย่า สอนอะไรผมหลายอย่าง ท่านไม่ได้สอนผมผ่านคำพูด ทว่าท่านสอนผมผ่านความตายของท่าน ท่านใช้ลมหายใจสุดท้ายของท่านแทนตำราเล่มใหญ่ แม้ไม่มีคำอธิบายใดๆ แต่มันทำให้ผมเข้าใจถึงบางสิ่งได้ดียิ่งกว่า และผมได้สรุปบทเรียนชีวิต ที่คุณย่าได้ใช้ชีวิตของท่านสอนผมไว้เป็นข้อๆ ดังนี้...

1. ทุกคนล้วนเป็นที่รักของใครสักคน

ในโรงพบาบาลนอกจากคุณย่าแล้ว ยังมีผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่พักรักษาตัวอยู่เป็นจำนวนมาก ทุกๆ วันผมจะเห็นภาพการต่อคิวยาวเหยียดเพื่อรอรับการรักษาจากแพทย์ มีทั้งเด็ก คนแก่ ผู้ชาย และผู้หญิง ผมคิดว่า คนเหล่านี้คงเป็นที่รักของใครสักคน มือของเขาเหล่านั้น ไม่เคยว่างเปล่า หากแต่ถูกกุมด้วยมือของใครอีกคนที่รักเขา บางที ถ้าเรามองผู้อื่นด้วยความรู้สึกเช่นนี้คงดีไม่น้อย ความรู้สึกที่ว่า คนที่เดินสวนทางกับเรา คงเป็นที่รักของใครสักคน มันอาจทำให้เราคิด พูด และแสดงออกต่อกันด้วยความรักมากกว่าทุกวันนี้

2. ความรัก ความเข้าใจ และการปล่อยวางเป็นสิ่งสำคัญ

เมื่อมีชีวิต เราควรรักให้ดีที่สุด เราควรทำดีกับผู้คนรอบข้าง และมีความเข้าใจให้กับครอบครัว เพื่อนฝูง รวมทั้งบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับชีวิตของเรา เพราะความตายมาถึงเราได้ตลอดเวลา เราควรพูดในสิ่งที่ควรพูด ทำในสิ่งที่ควรทำ และไม่ควรเก็บความอคติใดๆ ไว้กับใจ ควรกล่าวคำว่า ขอโทษ และให้อภัยอยู่เสมอ อย่าได้กักเก็บถ้อยคำเหล่านี้ไว้ แต่ควรใช้มันเพื่อปลดปล่อยจิตวิญญาณของเราให้เป็นอิสระจากความรู้สึกผิดบาป เมื่อเราใช้ชีวิตด้วยความรัก และความเข้าใจเป็นพื้นฐานแล้ว เมื่อถึงเวลาตาย เราย่อมปล่อยวางจากบุคคลอันเป็นที่รักได้ง่ายขึ้น ไม่สงสัย ไม่ติดค้าง เป็นการจากลาด้วยความปิติ เพราะได้ทำดีต่อกันจนถึงที่สุด เมื่อนั้นความตายที่แสนเศร้า จะถูกเปลี่ยนเป็นความทรงจำที่สวยงาม ทำให้การมีชีวิตอยู่ของเรามีความหมายยิ่งขึ้น

3. ความตายอยู่ใกล้กว่าที่เราคิด

เมื่อเราใช้ชีวิต เรามักวางแผนการชีวิตไว้มากมาย พรุ่งนี้เราจะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เราฝากชีวิตของเราไว้กับวันพรุ่งนี้เป็นส่วนใหญ่ แต่เราไม่เคยรู้เลยว่า เราจะมีพรุ่งนี้อยู่หรือไม่ ทุกคนรู้ว่าตัวเองต้องตาย แต่น้อยคนนักที่จะเตรียมตัวตาย เราได้ยินข่าวว่ามีคนตายอยู่ทุกวัน แต่เราก็ยังไม่เคยระลึกถึงความตายอยู่นั่นเอง

4. ความตายพรากคุณไปจากทุกสิ่ง

ในชีวิตของคุณ ต่อให้คุณร่ำรวยแค่ไหน มีชื่อเสียงแค่ไหน มีอำนาจวาสนาแค่ไหน แต่เราทุกคนล้วนเท่าเทียมกันด้วยความตาย เมื่อคุณตาย คุณเอาอะไรไปไม่ได้เลย ทั้งของรัก และคนรัก คุณมาตัวเปล่าและไปตัวเปล่า เราทุกคนไม่แตกต่าง ไม่มีใครจะดีไปกว่าใครเมื่อพูดถึงเรื่องของความตาย

5. ความดีและบุญกุศลสำคัญกว่าที่คุณคิด

คุณย่าของผม ท่านเป็นคนที่ชอบทำบุญ สวดมนต์ ทำสมาธิ ทำวิปัสสนา และมีจิตใจยึดโยงอยู่กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผมคิดว่า เพราะสิ่งนี้ จิตของท่านจึงสว่างไสวในวินาทีสุดท้ายของชีวิต เราไม่อาจไปสู่ดินแดนแห่งความสงบสุขด้วยเงินตรา แต่เราไปด้วยความสว่างของใจ ถ้าใจเราดีเราก็ไปดี ถ้าใจเราไม่ดีเราก็ไปไม่ดี กฏง่ายๆ มีอยู่เพียงเท่านี้ มันคือบททดสอบ ที่เราจะต้องลงมือสอบในสักวันแน่นอน

6. ร่างกายไม่ใช่สิ่งจีรัง

การเช็ดตัวคุณย่าในวันที่ท่านไม่รู้สึกตัว ทำให้ผมได้ใช้ปัญญาวิเคราะห์ร่างกายตามสภาพความเป็นจริง เราเกิด เราแก่ แล้วเราก็เจ็บก่อนที่เราจะตาย สภาพของความชราไม่ใช่สภาพที่น่าดู มันเกิดกับเราทุกผู้ ไม่อาจหนีไปได้ ร่างกายคนเรานั้นไม่ใช่ที่พึ่งพาของความสุขอันเที่ยงแท้ มันเป็นของปลอม เป็นสิ่งที่อยู่เพื่อรอวันเสื่อมสภาพ เราควรรักษาดูแลแต่ไม่ควรเอาใจเข้าไปยึดติดเกินความจำเป็น

7. เราต้องใช้ของปลอมไปเอาของจริง

เฉลี่ยแล้วมนุษย์เราจะมีร่างกายแข็งแรงอยู่ได้ประมาณ 45 ปี หลังจากนั้น ร่างกายก็จะค่อยๆ เสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว คุณภาพของร่างกายนั้นลดลงทุกวัน และเราควรใช้มันเพื่อประโยชน์สูงสุด เราควรตั้งคำถามว่า ทุกวันนี้เราใช้ร่างกายของเราทำสิ่งใดอยู่ ใช้มันเพื่อกอบโกย ใช้มันเพื่อหาความสุขไปวันๆ ใช้มันเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น หรือใช้มันเพื่อเรียนรู้ความเป็นจริงของโลก การใช้ร่างกายของเรานี่เอง จะเป็นตัวชี้วัดว่า ชาตินี้เราเกิดมาคุ้มค่า หรือตายไปฟรีๆ อย่างไร้ประโยชน์

8. เราเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสิ่ง และทุกคน

ความตายนั้นพรากเราจากทุกสิ่งก็จริง แต่มันก็ทำให้เราเข้าใจได้ว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของทุกสิ่ง เราเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ไม่มีใครที่เราสมควรเกลียด ไม่มีใครที่เราสมควรโกรธ แต่ที่เราโกรธกัน เกลียดกัน เพราะเราต่างหลงลืมไปว่า เราเป็นเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ความตายทำให้คุณมีจิตใจที่เมตตาขึ้น ความตายทำให้คุณลดอัตตาตัวตน ความตายทำให้คุณเสียสละ มีน้ำใจได้มากขึ้น ความตายทำให้คุณเข้าใจโลกตามความเป็นจริง จงมองความตายอย่างเป็นมิตร มองมันอย่างใช้ปัญญา แล้วเราจะได้ทั้งเพื่อนและสติปัญญาเพิ่มขึ้นมาด้วย

9. แท้จริงแล้ว ชีวิตก็มีเท่านี้

หลังจากคุณย่าเสียชีวิตลง พนักงานโรงพยาบาลได้นำร่างไร้วิญญาณของคุณย่าไปที่ห้องดับจิต ในนั้นมีศพอื่นๆ อยู่ด้วย วินาทีนั้นผมได้ตระหนักว่า ชีวิตคนเรามีอยู่เท่านี้เอง เกิดมา ใช้ชีวิต ผ่านร้อนผ่านหนาว แล้วก็เดินทางมาถึงจุดนี้ จุดที่ชีวิตพาเราไปสู่ความไร้ชีวิต ศพคุณย่าของผมถูกเก็บไว้เพื่อรอไปทำพิธีทางศาสนาต่อไป ระหว่างนั้น ผมได้ทำการอาบน้ำ ชำระร่างกายให้คุณย่าเป็นครั้งสุดท้าย ผมค่อยๆ บรรจงทำหน้าที่ของผมอย่างดีที่สุด ผมสวมเสื้อผ้าให้ท่าน มันเป็นชุดสีขาวบริสุทธิ์ เหมือนเมื่อครั้งที่ท่านชอบใส่ไปปฏิบัติธรรม มีถุงเท้าคู่โปรด มีรองเท้าใหม่ รวมทั้งหมวกไหมพรมสีขาวทำให้ท่านดูคล้ายเด็กน้อยกำลังหลับไหล คุณย่าของผมนอนอยู่ในห้องนั้น จนมีพระมารับท่านไปที่วัดเพื่อทำพิธีทางศาสนา เสี้ยวเวลานั้นเอง ผมรู้สึกได้เลยว่า ชีวิตคนเรานั้นสั้นจริงๆ

10. ความดีจะอยู่ แม้ตัวตายไป

ในงานศพคุณย่า มีผู้คนมากหน้าหลายตา ทั้งคนที่ผมรู้จัก และไม่รู้จัก ทั้งญาติผู้ใหญ่ และญาติผู้น้อย ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า คุณย่าของผมเป็นคนใจบุญ เป็นคนที่ทำบุญมาก แม้แต่พระที่อยู่ในวัดก็ยังออกปากว่า ท่านเป็นเหมือนเจ้าของวัด เพราะมาทำบุญตักบาตรแทบทุกวันเมื่อครั้งที่สุขภาพยังแข็งแรง ความดีเท่านั้นคงอยู่ และการพูดถึงความดีของผู้ที่จากไป ก็คือการบอกลาของผู้ยังมีชีวิต ถ้าคุณเป็นคนดี ลูกหลานของคุณก็จะได้รับคำชื่นชมไปด้วย เขาจะได้รับรอยยิ้ม และกระแสแห่งมิตรภาพจากทุกสารทิศ คุณย่าได้จากไปแล้ว แต่ความดีของท่านยังอยู่ในใจของผู้คนเหล่านั้น

11. การทำจิตให้ถึงพร้อมสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด

วันที่ความตายมาเยือน เราต่างไร้ตัวช่วย ไม่มีใครช่วยใครได้ ต่อให้รักกันแค่ไหนก็ช่วยกันไม่ได้ มันเป็นเรื่องของเรา เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล เป็นช่วงเวลาที่เราต้องพึ่งพาตนเองอย่างยิ่ง ทั้งสิ่งอันเป็นที่รัก และบุคคลอันเป็นที่รัก สองสิ่งนี้จะแปรเปลี่ยนเป็นความยึดติดทั้งหมด หากจิตใจไม่ได้รับการฝึกฝนมาดีพอ นี่คือจุดน่ากลัวของความตาย ความตายไม่ได้น่ากลัวเลยสำหรับ "คนดีที่รู้จักปล่อยวาง" เพราะแท้จริงแล้ว ความตายก็คือประตูที่เปลี่ยนผ่านไปสู่โลกทั้งสาม นั่นคือ...

โลกแห่งความสว่าง โลกแห่งความมืดมิด และโลกแห่งปัญญา

เราจะเดินทางไปสู่โลกใดก็ขึ้นอยู่กับว่า จิตของเราเป็นไหน

จงเตรียมจิตของเราไว้ให้พร้อม แล้วเราจะไม่กลัวความตายอีกต่อไป

12. ทุกคนล้วนมีเรื่องราวชีวิตอันยาวนาน

ในวินาทีที่คุณย่าเสียชีวิตลง ผมมองไปที่ร่างไร้วิญญาณของคุณย่า

ผมสงบนิ่ง และบอกกับตัวเองว่า คุณย่าเดินทางมาไกลมาก ทั้งทางร่างกาย และจิตใจ

ท่านข้ามน้ำ ข้ามภูเขา ข้ามทะเล กว่าชีวิตของท่านจะสิ้นสุดลงด้วยวัย 90 ปี ท่านเคยเป็นมาทุกสิ่ง ท่านเคยเป็นเด็กมาก่อน ท่านเคยเป็นสาวสวย ท่านเคยมีความฝัน เคยมีความรัก เป็นคนจน เป็นคนรวย เป็นคนสำคัญ เป็นคนไม่สำคัญ

ท่านเคยมีลูกชาย ลูกสาว เคยมีหลานชาย หลานสาว เคยสำเร็จ เคยล้มเหลว เคยทำถูกต้อง เคยทำผิดพลาด เคยหกล้ม เคยลุกขึ้นสู้ เคยชนะ เคยแพ้ ท่านผ่านมาหมดแล้วทั้งรอยยิ้ม และน้ำตา

ชีวิตของย่าคือละครเรื่องยาว แต่ที่สุดแล้วทุกอย่างก็ผ่านไป เมื่อมีละครเริ่ม ก็ต้องมีละครจบ เหมือนสายลมเย็น เหมือนสายฝนโปรย เหมือนพระอาทิตย์ขึ้น เหมือนพระอาทิตย์ตก 
มันคือเวลาอันยาวนาน ทว่า...รวดเร็วดุจกระพริบตา

หลายปีก่อนผมเคยถามคุณย่าว่า..."ย่ากลัวตายรึเปล่า"
ย่ายิ้มแล้วตอบสั้นๆ ว่า..."ไปกลัวอะไรกับความตาย เมื่อถึงเวลาตายมันก็ต้องตาย อายุขนาดนี้ไม่กลัวแล้วความตาย นี่ก็รออยู่ รอมันอยู่เสมอ รอว่าเมื่อไหร่จะได้เจอกับมันสักที"

ขณะที่เราทั้งหลายกำลังใช้ชีวิต คุณย่าของผมก็นั่งรอ... ท่านรอ...และในที่สุดวันที่ท่านรอคอยก็มาถึง ท่านได้พบกับสิ่งที่ท่านรอคอยหลังจากใช้ชีวิตมา 90 ปี ระหว่างที่รอ ท่านไม่ได้อยู่เฉยๆ สองเท้าของท่านเดินทางไปแสวงบุญอยู่สม่ำเสมอ สองมือของท่านคอยพนมไหว้พระอยู่ไม่ขาด สองตาของท่านยังเป็นผู้เฝ้ามองตนเอง และโลก

ส่วนหนึ่งใจยังคงนึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงสิ่งดีงามทั้งปวงที่เคยกระทำมา หากแม้บทความของผมจะก่อให้เกิดบุญกุศลอันใด ผมขออุทิศบุญกุศลนี้แด่คุณย่าของผม

ผู้หญิงคนหนึ่งผู้ซึ่งทำหน้าที่ของชีวิตได้อย่างดีที่สุด เป็นบุคคลผู้อยู่ในความทรงจำสีขาว เป็นบุคคลผู้เป็นแรงบันดาลใจในการเขียนบทความชิ้นนี้ของผม ขอคุณย่าจงเบิกบานอยู่ในดินแดนแห่งแสงสว่างและปัญญา ดังเช่นกุศลทั้งปวงที่คุณย่าได้กระทำไว้ดีแล้วด้วยเถิด

ขอขอบคุณ...พศิน อินทรวงค์

Powered by MakeWebEasy.com