เศรษฐกิจไม่ดี...แล้วไง ?

Last updated: Jul 5, 2017  |  195 จำนวนผู้เข้าชม  |  ปรัชญาชีวิต

เศรษฐกิจไม่ดี...แล้วไง ?


เป็นบทความที่ส่งผ่านกันมาทางไลน์
ยาวนิดนึง แต่อยากให้ทุกคนอ่าน (ให้จบ) ระหว่างอ่านก็คิดตามที่เขาเขียนไปด้วยก็ดีนะ
================


เดินสวนหรือนั่งคุยกับใครต่อใครยามนี้ จะได้ยินเสียงบ่น

”เศรษฐกิจไม่ดี”

ถ้าสนิทกัน ผมก็จะถามต่อ ”แล้วไง..”

หมายถึงแล้วไม่คิดจะทำอะไรเลยหรือ..นอกจากบ่น

เศรษฐกิจไม่ดีน่ะเรื่องจริง ถ้าจะมีคนปฏิเสธ ก็คงแค่ ”รัฐบาล”

แต่ที่ต้องยอมรับความจริงก็คือ ไอ้”เศรษฐกิจไม่ดี”น่ะ มันเกิดขึ้น (พร้อมกัน) ทั่วโลก จะเพราะสงคราม การก่อการร้าย หรืออะไร คุยกันทั้งวันก็ไม่จบ

อันหนึ่งเลยที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ A.I. Artificial Intelligence หรือจะเรียก”หุ่นยนต์อัจฉริยะ”ก็ได้ ที่จะเข้ามาทำงานแทนคน และคน ก็จะตกงานไปเรื่อยๆ ในงานที่”หุ่นยนต์”สามารถทำแทนได้ เพราะหุ่นยนต์ไม่ต้องพัก ไม่ต้องป่วย รออีกไม่นาน น่าจะไม่เกิน 5 ปี 10 ปี จะมีคนตกงานอีกมากมาย

แล้วไง...บ่นกันต่อใช่ไหม?

ยอมรับความจริงกันเถอะว่าตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ที่”มนุษย์”อยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้ก็เพราะ”การปรับตัว” ไม่เหมือนไดโนเสาร์ ที่ปรับตัวไม่ทัน ตัวโตยังกะควาย...ไม่ใช่สิ ตัวโตกว่าควาย ยังตายจนไม่เหลือ หรือเหลือแต่ซาก

ใครอยากอยู่รอด ก็ต้อง”ปรับตัว”ในยุค ”เศรษฐกิจไม่ดี”..ปรับตัวนะ ไม่ใช่ปรับทุกข์

อย่างแท็กซี่ที่บ่นๆกันว่ารายได้ไม่พอน่ะ ถามจริงเถอะ ทำไมพอมีคนเรียกมึงไม่ไป แต่พอมี”อูเบอร์”ที่เขาพร้อมจะไปส่งผู้โดยสารทุกที่ พวกมึงก็ล้อมหน้าล้อมหลัง หาเรื่องเขาไปทั่ว จับ(ผิด)เขาไปมั่ว ยังโชคดีนะที่เจ้าหน้าที่เขาช่วย เห็นโดนแจ้งความหลายแห่ง เจ้าหน้าที่ก็ช่วยทุกแห่ง แต่ยังไม่หายซ่า ไม่ทิ้งนิสัยปฏิเสธผู้โดยสาร มึงมาขับรถรับจ้าง แต่ไม่รับคนว่าจ้าง แล้วบ่นเศรษฐกิจไม่ดีนี่นะ

อยากให้ดู”ญี่ปุ่น”เป็นตัวอย่าง

“ญี่ปุ่น”นี่เขาเจอ”เศรษฐกิจแย่”มานานกว่าทศวรรษแล้ว แต่เขาไม่บ่น ได้แต่ปรับตัวไปตามเรื่องตามราว ทั้งๆที่เศรษฐกิจโต 0% หรือติดลบต่อเนื่องมาทุกปีมานานสิบยี่สิบปี

อย่าง“อูเบอร์”ไปเปิดบริการที่”ญี่ปุ่น”ก็เจ๊ง เพราะสิ่งที่อูเบอร์(จะ)ทำ รถแท็กซี่ญี่ปุ่นเขาทำประจำ ใครเคยนั่งแท็กซี่ญี่ปุ่นจะรู้ดี คนขับสวมถุงมือ แต่งตัวสะอาด รถก็มีกั้นระหว่างคนขับกับผู้โดยสาร เพื่อให้ผู้โดยสารรู้สึกเป็นอิสระ จะโทรศัพท์หรืออะไรก็ได้ จ่ายค่าโดยสารก็รูดการ์ดได้

หุ่นยนต์มาแทนที่ คนญี่ปุ่นก็หางานใหม่ๆที่หุ่นยนต์ทำไม่ได้มาทำ

แล้วเรา”บ่น”เศรษฐกิจไม่ดีเพื่ออะไร

ถามหน่อยเถอะ คนที่ยังทำงาน เงินเดือนยังเข้าบัญชีเป็นประจำใช่ไหม? โอเค ค่าโอถูกตัดบ้างเพราะยอดขายตก ไม่ต้องเข้าเวรดึก ก็ปกตินี่ ยอดขายตกก็ลดกำลังการผลิต

แล้วไง ...บ่นเสร็จไปนั่งกินกาแฟร้านหรู

คนเงินเดือน(สตาร์ท)ที่หมื่นแปด ตกวันละ 600 บาท กินกาแฟแก้วละร้อยถ่ายรูปโชว์ แปลว่าอะไร เท่ห์แล้วกินได้?

เมื่อหลายวันก่อน มนุษย์เงินเดือนญี่ปุ่นเขายังตั้งคำถาม ทำไมคนไทยกินกาแฟ”ตาบั๊ค”แพงจัง..ราคาแพงกว่าญี่ปุ่น ที่คนทำงานสตาร์ทเงินเดือน 5-6 หมื่น

คนญี่ปุ่นยังบอก”ตาบั๊ก”ญี่ปุ่นมีน้อยกว่าเมืองไทยอีก เพราะเขามองว่า”แพง”เกิน ส่วนคนไทยประเภทรายได้ต่ำแต่รสนิยมสูงไม่บ่นแพงซักคำเหตุ

..ส่วนเรื่อง”ชาตินิยม”อะไรนั้นอีกเรื่อง

เศรษฐกิจนี่เป็นเรื่อง Demand กับ Supply จริงๆ

แล้วไอ้ Demand ที่ว่าด้วย"ใจ"ล้วนๆ

ร้าน”ตาบั๊ค”บ้านเราเปิดกันเยอะเพราะ Demand มันเยอะไง พวก”เท่ห์ผ่านจอ”เยอะ

ในชีวิตนี้ ถ้ากูได้ถ่ายรูปนั่งกินกาแฟร้าน”ตาบั๊ค”เป็นเท่ห์มาก...

คิดเองเออเอง ใครเห็นเป็นต้องอิจฉาชีวิตกู (ถึงแม้เงินเดือนจะน้อยนิด)

ทั้งหลายทั้งปวงมาจาก”ใจ”ทั้งนั้น

คนซื้อก็ซื้อพราะ”ใจ”อยากซื้อ

ดู”ญี่ปุ่น”เป็นตัวอย่าง(อีกแล้ว)สิ เขายกเลิกวีซ่าให้คนไทย แล้วเกิดอะไรขึ้น คำตอบก็คือ คนไทยไปญี่ปุ่นมากกว่าไปเชียงใหม่หรือภูเก็ตด้วยซ้ำ

ถามว่าทำไมไป ..คำตอบก็คือ ไปเพราะใจมันอยากไป

บางคนไปเพราะอยากเห็นฟูจิจริงๆ บางคนอยากเห็นซากุระของจริง ...อยากโน่นอยากนี่ตามที่”ใจ”มันอยาก

คนกินตาบั๊ค ก็เพราะ”ใจ”สั่งให้กิน คนซื้อโน่นซื้อนี่ก็เพราะ”ใจ”อยากซื้อ

คอนเสิร์ตบัตรราคา 5 พัน 8 พัน ขายเกลี้ยง เพราะ”ใจ”มันอยากไป

ดูคอนเสิร์ตนั้นไง

ลูกสาวเพื่อนคนหนึ่ง จบปริญญาโท มาทำเคสมือถือขาย เป็นเคสรูปทรงแบบ”รองเท้าฟองน้ำ” ข่าวในสื่อยังลงชื่นชมว่าเด็กมีหัวคิด สามารถทำรายได้จนซื้อบ้านราคา 5 ล้านให้พ่อแม่อยู่..หลายคนคงผ่านตาข่าวนี้

คนไทยบางคนทำอะไรรู้ไหมครับ..

มีคนไปวิจารณ์ว่าคิดได้ไง เป็นกู กูไม่ซื้อ เอารองเท้าแตะมาทาบหน้า ..แล้วไปดูไอ้คนวิจารณ์สิ มันก็ยังวิจารณ์ทุกคนนั่นแหละ ส่วนหลานสาว(ลูกเพื่อนผม) สบาย เป็นลูกกตัญญู ซื้อบ้าน 5 ล้านบาท ให้พ่อแม่ พาพ่อแม่ไปเที่ยวญี่ปุ่น

หลานสาว ผมคนนี้”ทำ”ในช่วง”เศรษฐกิจไม่ดี”ไง ..ยอมลาออกมาจากแบงก์ออมสินเพื่อสานฝัน ไม่ใช่มานั่งบ่นแล้วกินเงินเดือนไปวันๆ ทั้งๆที่แบงก์ออมสินนี่มั่นคงมาก

ถ้าผมเป็น อ.เฉลิมชัยฯ ผมจะบอกไอ้พวกบ่น “มึงมันห่วยไง จึงได้แต่บ่น”

คุณเห็นอะไรไหม?

ที่ดินที่โรงแรมดุสิต

ที่ดินโรงเรียนเตรียมทหารเก่าตรงข้ามสวนลุมฯ ...ที่ดินพวกนี้กำลังจะขึ้น”โครงการใหญ่” คุณว่าเพราะ”เศรษฐกิจไม่ดี”ใช่ไหม?

ผมมั่นใจว่า เสี่ยเจริญ เสี่ยธนินท์ ต่างก็”กลัวจน”มากกว่าพวกเราแน่ๆ แต่พวกเขากล้า”ลงทุน”ก็แสดงว่าเศรษฐกิจแย่ แต่ไม่ใช่หมดสิ้นหนทางแน่นอน เลยรีบลงมือก่อนคนอื่นจะแย่งซื้อที่ไปลงมือก่อน

ผมคนหนึ่งล่ะที่ยอมรับว่า”เศรษฐกิจไม่ดี” เพราะมันกลายเป็น”อุปทานหมู่” พูดต่อกันจนหลายคนไม่ค่อยกล้าจับจ่ายใช้สอย เงินมันก็เลยไม่หมุนตามวงจรเศรษฐกิจ

มันน่าไหมล่ะ ไอ้คนที่พูดต่อๆกันเนี่ย

อย่างไอ้ข้าราชการคนหนึ่ง ถ้าผมเป็น”ลุงตู่” (ขอเป็นอีกคนเถอะหลังจากเป็นอ.เฉลิมชัยมาแล้ว) ผมจะเรียกไอ้หมอนั่น ไอ้คนที่ให้ข่าวจะขึ้นค่าแรงเป็นวันละ 400 มาเขกหัว แล้วดีดหู จากนั้นให้มันหันหลังมาเตะตูด แล้วย้ายไปนั่งตำแหน่งอะไรก็ได้ที่ไม่ผิดกฎระบียบ กพ. ในข้อหา”ปากหมา” เป็นข้าราชการระดับสูงที่ไม่มีความรู้พื้นฐาน หรืออมเหรียญบาทมาเกิดก็ไม่รู้

เชื่อเถอะ ..เศรษฐกิจไม่ดีจริงๆ แต่อย่าบ่น หาอะไรทำดีกว่า เพราะอีกไม่ช้าไม่นาน ก็จะเกิดเหตุแบบนี้อีก ธนาคารก็จะทยอยปิดสาขาเพราะคนใช้ระบบออนไลน์มากขึ้น หรือกระทั่งห้างสรรพสินค้าก็อาจจะลดพนักงานเพื่อให้ลูกค้าเดินชมสินค้าสะดวก พอจะซื้อค่อยเรียกคนมาสอบถาม กระทั่งตรงเคาน์เตอร์คิดเงิน ก็อาจจะใช้สมาร์ทการ์ดแทนแคชเชียร์

วันนั้นมาถึง ต่อให้นั่งบ่นทั้งวัน มันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น เตรียมตัวเตรียมใจดีกว่าไหม

Powered by MakeWebEasy.com